วิธีบำรุงรักษา

Vintage Clothing Care Tips / แฟชั่นวินเทจ ดูแลอย่างไรไม่ให้เก่าเหมือนชื่อ



แฟชั่นวินเทจเป็นอีกหนึ่งสไตล์แฟชั่นที่เป็นที่นิยมของสาวๆ หรือแม้กระทั่งหนุ่มๆ ที่มีลักษณะของความเป็นตัวของตัวเองสูง กล้าคิด กล้าทำ ไม่ชอบอะไรที่ตามกระแสแฟชั่นที่มาเร็วไปเร็ว แต่ชอบดีไซน์ที่อยู่เหนือกาลเวลา ไม่มีเชย ไม่มีเก่า หรือถึงจะดูเก่า ก็เป็นความคลาสสิกเสียมากกว่าจะเรียกว่าเชย
เราจึงได้เห็นร้านขายเสื้อผ้าวินเทจ หรือร้านขายเสื้อผ้ามือสองเปิดอยู่ทั่วไปตามแหล่งช้อปปิ้งเก๋ๆ หลายครั้งที่โชคดีได้ของแบรนด์เนมที่เคยมีราคาสูงถึงหลักหมื่น แต่วันนี้กลับติดราคาอยู่เพียงหลักร้อยไปอวดใครต่อใครได้อีก ร้านเสื้อผ้าวินเทจจึงเป็นเหมือนขุมทรัพย์ของคนรักแฟชั่น ที่ตกหลุมรักความคลาสสิกของแฟชั่นย้อนยุค
แต่ข้อเสียของเสื้อผ้าวินเทจที่ผ่านกาลเวลามาหลายปี คือเนื้อผ้าที่อาจเสื่อมสภาพ หรือชำรุดเสียหาย ถ้าไม่อยากให้เสื้อผ้าวินเทจดูเก่าเหมือนชื่อ ก็ต้องดูแลอย่างพิถีพิถันกันหน่อยละค่ะ


ตรวจสภาพ

สำคัญที่สุดในการซื้อเสื้อผ้าวินเทจ คือการตรวจสภาพและหารอยชำรุดหรือคราบเปรอะเปื้อนว่าสามารถซ่อมแซมได้หรือไม่ เช่น ตะเข็บปริแบบกินเนื้อผ้าหรือไม่ กระดุมยังอยู่ครบทุกเม็ดหรือเปล่า คราบที่ฝังอยู่ในเนื้อผ้าเป็นคราบประเภทไหน หากต้องขจัดออกจะทำลายสีหรือเนื้อผ้าหรือไม่ เป็นต้น


ซ่อมแซม

ตรวจสอบกระดุมทุกเม็ดว่ายังใช้การได้ดีหรือไม่ เพราะหากติดไม่แน่นพออาจหลุดหายได้ไม่รู้ตัว ให้เลือกใช้สีของด้ายที่เป็นสีเดียวกับกระดุมและเนื้อผ้า และขมวดปมให้แน่นในการเย็บขั้นตอนสุดท้าย
หากเกิดการปริของตะเข็บ ให้ตัดชายผ้าที่ลุ่ยออก แล้วม้วนปลายผ้าเข้าด้านในหนึ่งทบก่อนเย็บให้เข้ากับรอยฝีเข็มเดิม เพื่อกันการปริซ้ำ
หากความเสียหายกินวงกว้าง และไม่มีความชำนาญพอที่จะแก้ไขได้เอง แนะนำให้ส่งช่างซ่อมจะดีที่สุด


ซักก่อนสวม

กลิ่นที่ติดมากับเสื้อผ้าวินเทจ มักจะเป็นกลิ่นของน้ำยาฆ่าเชื้อ หรือบางร้านที่กำจัดกลิ่นนั้นไปแล้วก็จะอบผ้าให้หอมด้วยน้ำยาซักผ้านุ่มอีกที แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นกลิ่นหอมหรือกลิ่นไม่หอม การทำความสะอาดใหม่ทุกครั้งเป็นสิ่งจำเป็น เพราะเสื้อผ้าที่ผ่านการใช้งานมาแล้วและไม่ได้มีการนำมาใช้อีกเป็นเวลานาน อาจเป็นแหล่งสะสมของเชื้อราหรือแบคทีเรียได้

ขั้นตอนการทำความสะอาดนั้น ให้เริ่มจากต้มในน้ำเดือดเป็นเวลา 10 นาทีเพื่อฆ่าเชื้อโรคเสียก่อน จากนั้นนำไปตากแดดจัดจนแห้งดี แล้วนำมาซักด้วยผงซักฟอกอีกครั้ง


ก่อนซักให้สำรวจให้ครบถ้วนทุกจุดว่ามีบริเวณใดที่มีคราบฝังแน่นติดอยู่บ้าง หากพบต้องทำการขจัดคราบเสียก่อน เช่น หากมีจุดรา ให้ใช้มะนาวและเกลือถูบริเวณที่เกิดคราบแล้วทิ้งไว้ก่อนป้ายผลิตภัณฑ์ขจัดคราบแล้วนำไปซัก หากเป็นคราบซอส กาแฟ ให้ป้ายผลิภัณฑ์ขจัดคราบทิ้งไว้ 20-30 นาทีแล้วล้างออก หรือหากเป็นคราบเลือด ให้ใช้เกลือและน้ำเย็น หรือเบกกิ้งโซดา ขยี้บริเวณที่เป็นคราบออกเสียก่อน แล้วจึงใช้ผลิตภัณฑ์ขจัดคราบป้ายเฉพาะจุด ทิ้งไว้ 30 นาที แล้วนำไปซักตามขั้นตอนปกติ (วิธีขจัดคราบต่างๆ สามารถอ่านได้จากบทความก่อนหน้านี้) โดยเลือกผลิตภัณฑ์ขจัดคราบที่ไม่ทำลายเนื้อผ้า ไม่ทำลายสี และฆ่าเชื้อโรคได้สูงสุด 99.99 เปอร์เซ็นต์ และในการซักครั้งแรกนั้นไม่ควรซักรวมกับผ้าชนิดอื่น


การเก็บรักษา

หากเป็นชุดที่มีโอกาสใส่น้อย หรือต้องเก็บไว้ในตู้เป็นเวลานาน ให้นำออกมาผึ่งแดดบ้างเพื่อไม่ให้เสื้อผ้าเกิดกลิ่นอับ
เสื้อผ้าสำหรับฤดูหนาว เช่นโค้ตหรือแจ็กเก็ต ไม่ควรพับเก็บในกล่อง แต่ควรแขวนบนไม้แขวนไว้ตลอดเพื่อรักษาทรงของเสื้อผ้า และไม่ควรเก็บในถุงพลาสติก แต่ให้เก็บในถุงสำหรับเก็บสูทหรือแจ็กเก็ตจะดีกว่า แต่หากเป็นสเว็ตเตอร์ให้เก็บไว้ในกล่องกันฝุ่น หรือหากเป็นเฟอร์ขนสัตว์ แนะนำให้นำออกมาทำความสะอาดทุกครั้งด้วยการส่งซักแห้ง แม้จะไม่ได้ใช้ก็ตาม
การดูแลเสื้อผ้าวินเทจอย่างถูกวิธี จะช่วยยืดอายุของเนื้อผ้าออกไปได้อีก แม้จะผ่านการใช้งานมาแล้วก็ตามที

No comments:

Post a Comment